ถอดรหัสเมืองรองไทย: จาก อปท. สู่ Smart City ด้วยพลังผู้นำสัมมาชีพ

สกู๊ปโมดูล 2 / อบรม LFC16 วันอาทิตย์ที่ 23 ส.ค. 2569

by สัมมาชีพ
0 comments

“ไทยมี อปท. มากกว่าญี่ปุ่น 4 เท่า แต่ทำไม ‘เมืองรอง’ ยังโตไม่ได้”

ถอดรหัสผู้นำสัมมาชีพ เคลื่อน Smart City ด้วยพลังปัญญา–พลังความร่วมมือ–พลังอำนาจรัฐ

ประเทศไทยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มากถึง 7,850 แห่ง สำหรับประชากร 70 ล้านคน

ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งมีประชากรเกือบเท่าตัว (130 ล้านคน) กลับมี อปท. เพียง 1,765 แห่ง แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าไทยกระจายอำนาจดีกว่า

เพราะข้อมูล GDP ชี้ตรงกันข้าม โดย 10 จังหวัดใหญ่ขับเคลื่อน GDP ประเทศถึง 64% ส่วน 57 จังหวัดเมืองรองแบ่งกันขับเคลื่อนอีก 34.1% และ 10 จังหวัดเมืองจิ๋วที่เหลือขับเคลื่อน GDP ได้เพียง 1.56%

“ถ้าทุกเครื่องยนต์ติดเหมือนกันหมด เราจะเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจได้ แต่ดูอย่างนี้เป็นมหาอำนาจไม่ได้”

อภิชาติ โตดิลกเวชช์ รองประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ สรุปโจทย์ของโมดูลที่ 2 “ผู้นำสัมมาชีพเพื่อเมืองยั่งยืน” ในการอบรมผู้นำ–นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 16 (LFC16) ไว้แบบนี้ ก่อนย้ำว่า ความเชื่อเมื่อ 20 ปีก่อนที่ว่าความเจริญจะไหลจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นเองนั้น “ไม่เป็นความจริง”

พลุที่ดับ กับเมืองที่ไม่มีวันตาย

เอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ เปิดประเด็นด้วยคำเตือนสั้น ๆ ต่อเมืองที่หลงเอาเทคโนโลยีนำหน้าคนว่า

“ถ้าใช้เทคโนโลยี (วัตถุ) นำแล้วคนไม่พร้อม ก็จะลำบาก และสักวันเทคโนโลยีก็จะล้าสมัย เป็นเหมือนพลุที่สว่างวาบแล้วก็ดับ”

ทางออกที่เขาเสนอคือ 3 พลังที่ต้องเดินไปพร้อมกัน ได้แก่

  • พลังปัญญา — ใช้ข้อมูลและงานวิจัยนำ แทนการตัดสินใจจากความรู้สึก
  • พลังความร่วมมือ — ภาคเอกชนและประชาชนรวมตัวขับเคลื่อนร่วมกับรัฐ
  • พลังอำนาจรัฐ — ปรับกฎหมาย ปลดล็อกข้อจำกัด ทำให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถทำงานได้จริง

“ถ้าทำพลังปัญญาและพลังความร่วมมือได้แข็งแรง ถึงเวลานั้นพลังอำนาจรัฐมักจะเข้ามาสนับสนุนเอง”

เขาระบุ พร้อมยกตัวอย่างเมืองที่ไปได้จริง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน กับการรักษาอัตลักษณ์และสิ่งแวดล้อมจนติด Top 100 Green Destinations ระดับโลก, ลำปาง กับแนวคิด “เมืองน่าอยู่ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์” และ ขอนแก่นโมเดล ที่ผนึกรัฐ–เอกชน–มหาวิทยาลัย พัฒนาระบบขนส่งและ MICE City

เป้าหมายท้ายที่สุดของทั้งหมดนี้ ตามที่เอ็นนูทิ้งท้ายไว้ ไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือ

“การมีเงินอย่างเดียวอาจไม่คุ้ม เมื่อเทียบกับได้เงินน้อยลงแต่คนมีความสุข ในพื้นที่มีอาชีพรองรับ ทำให้ครอบครัวอยู่พร้อมหน้า”

จากต้นน้ำสู่กลางน้ำ: ทางเดียวที่จะพ้นกับดักเมืองรอง

กลับมาที่ตัวเลข GDP ที่กระจุกตัวอยู่ใน 10 จังหวัด — อภิชาติ ชี้ว่า ทางออกอยู่ที่การขยับชาวบ้านจากผู้ผลิตสินค้าเกษตร (ต้นน้ำ) ที่กำไรเหลือแค่ 5–10% ไปเป็นผู้แปรรูปและขายเอง (กลางน้ำ) ซึ่งเป็นกลุ่มคนกว่า 90% ของเศรษฐกิจชาวบ้านในปัจจุบัน

“ต้องสอนชาวบ้านไม่เพียงผู้ผลิต ต้องเป็นคนกลาง นักแปรรูป และคนขาย ไม่เช่นนั้นไปไม่รอด”

เขาเรียกภาพนี้ว่า New S-Curve เศรษฐกิจฐานราก ที่เกี่ยวข้องกับคนกว่า 40 ล้านคนทั่วประเทศ แม้จะยอมรับว่า “ขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองเป็นหลัก”

ในทางปฏิบัติ อภิชาติวางกรอบงานผู้นำสัมมาชีพไว้ 6 ขั้น ได้แก่

ประเมินศักยภาพพื้นที่
→ เขี่ยลูก (จุดประกายให้ท้องถิ่นสื่อสารและวางแผนร่วมกัน)
→ จัดกระดาน (สร้างเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
→ ประกอบร่าง (รวมแผนงานและงบประมาณให้เชื่อมกัน)
→ ขับเคลื่อนขยายผล
→ ประเมินผลด้านสังคม–เศรษฐกิจ

เยาวราช: เมืองที่ไม่เคยตาย เพราะไม่เคยรอรัฐ

มงคล ลีลาธรรม ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิสัมมาชีพ ยกกรณี “เยาวราช” เป็นบทเรียนที่จับต้องได้ที่สุดของโมดูลนี้ — ย่านที่ไม่ได้สร้างจากงบประมาณหรือเทคโนโลยี แต่จากคนที่มีสัมมาชีพเต็มพื้นที่และดูแลกันเอง

“สมาร์ตซิตี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนิเวศเมือง ชีวิตของผู้คน… เมืองไม่ได้เริ่มต้นจากการใส่งบประมาณหรือเทคโนโลยี เพราะถ้าคนไม่มีอาชีพหาเลี้ยงตัวเองได้ ชุมชนก็จะไม่เข้มแข็ง”

เขาสรุปเป็น 6 เสา ที่ทำให้เมืองแบบนี้ “ไม่เคยตาย” ได้แก่

  1. Smart People — คนและการศึกษาพร้อม
  2. Smart Economy — เศรษฐกิจฐานรากเดินเครื่อง
  3. Smart Living — ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
  4. Smart Care — ความเอื้ออาทรต่อกัน
  5. Smart Connectivity — การเงินและการสื่อสารที่แข็งแรง
  6. Smart Mobility — ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

ดร.สุนทร คุณชัยมัง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เสริมด้วยโมเดลที่พิสูจน์แล้วว่าชุมชนไม่ต้องรอรัฐเสมอไป ได้แก่ ธนาคารกรามีนในบังกลาเทศ ที่ปล่อยสินเชื่อให้คนเข้าถึงบริการธนาคารได้เอง, วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวบ้านอุ่มแสง จังหวัดศรีสะเกษ ที่พลิกจากนาเคมีเป็นนาอินทรีย์จนพึ่งตนเองได้ และ วิสาหกิจชุมชนชีววิถีน้ำเกี๋ยว จังหวัดน่าน ที่แปรรูปสมุนไพรพื้นบ้านจนเข้าตลาดโมเดิร์นเทรดได้สำเร็จ

“สมาร์ตซิตี้ไม่ได้หมายถึงเมืองอินเทอร์เน็ตคล่อง แต่หมายถึงเมืองที่ชาญฉลาดในการสร้างสมดุลใหม่จากสิ่งที่มีอยู่เดิม” เขาระบุ

เมืองจะไม่เป็นเพียง “พลุที่สว่างวาบแล้วดับ”

จากตัวเลข อปท. ที่มีจำนวนมากแต่การกระจายอำนาจยังไม่เกิดผลเต็มที่ จาก GDP ที่กระจุกตัวอยู่ใน 10 จังหวัด มาจนถึง “เยาวราช” ที่ไม่เคยรอใคร

โมดูลที่ 2 ทิ้งบทสรุปเดียวกันไว้จากวิทยากรหลายคนว่า

เมืองจะไม่เป็นแค่พลุที่สว่างวาบแล้วดับ ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่มีสัมมาชีพเลี้ยงตัวเองได้ก่อน — ส่วนเทคโนโลยีและงบประมาณเป็นเพียงเครื่องมือที่ตามมาทีหลัง

You may also like