เมืองลงทุนเป็นพันล้าน ทำไมถึงกลายเป็น “เมืองร้าง”

สกู๊ปโมดูล 1 | อบรม LFC16 | วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569

by สัมมาชีพ
0 comments

เมืองลงทุนเป็นพันล้าน ทำไมถึงกลายเป็น “เมืองร้าง”

ผู้นำสัมมาชีพต้องเริ่มที่การค้นหาปัญหาของคน ก่อนหยิบเทคโนโลยีมาใช้ เปลี่ยนเมืองผ่านพลังชุมชนเข้มแข็ง

สกู๊ปโมดูล 1 | อบรม LFC16 | วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569

ที่เกาหลีใต้ เคยมีคนยกผังถนนแบบแมนฮัตตันไปวางไว้กลางชนบท สร้างตึกสูงเรียงราย ทุ่มเทเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ แต่สุดท้ายกลับไม่มีใครอยากอยู่

ที่อินเดีย มีเมืองที่วางสัญญาณ 5G ครอบคลุมทั่วเมือง แต่คนจำนวนไม่น้อยไม่มีปัญญาซื้อโทรศัพท์ที่รองรับสัญญาณดังกล่าว

ส่วนที่สิงคโปร์ นโยบายที่ต้องการให้คนหันมาขี่จักรยานไปทำงานแทนการใช้รถยนต์ กลับสวนทางกับสภาพอากาศที่แดดจัด ฝนตกบ่อย และวัฒนธรรมการทำงานในสำนักงานที่ต้องใส่สูท

ทั้งหมดนี้เข้าตำรา “พ่อแม่รังแกฉัน”

ดร.นน อัครประเสริฐกุล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สรุปกรณีศึกษาเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา บนเวทีเปิดโมดูลแรกของหลักสูตร ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 16 (Leadership for Change – LFC16) ของมูลนิธิสัมมาชีพ

ทั้งหมดคือเมืองที่มีทั้งเงินและเทคโนโลยีพร้อม แต่กลับ “อ่านใจ” คนในเมืองผิด

โจทย์ของโมดูลแรกจึงไม่ใช่ “สมาร์ตซิตี้คืออะไร” แต่คือ

“ทำไมสมาร์ตซิตี้ถึงล้มเหลว?”

และคำตอบที่ได้ อาจเปลี่ยนวิธีที่ผู้บริหารเมืองและท้องถิ่นมองโครงการพัฒนาเมืองของตัวเองไปเลย

4 ขั้นตอนที่ถ้าข้ามข้อใดข้อหนึ่งไป โครงการจะไปไม่รอด

ดร.นน วางกรอบไว้ 4 ข้อ หรือ 4 Ps จากประสบการณ์ตรงที่พบเห็นเมืองทั่วโลกล้มเหลวมาแล้วนับไม่ถ้วน

1. Purpose — รู้ก่อนว่าทำไปเพื่อใคร และแก้ปัญหาอะไร

สิ่งแรกที่ต้องตอบให้ได้คือ โครงการนี้ทำไปเพื่อใคร และต้องการแก้ปัญหาอะไร

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ระบบเตือนภัยน้ำท่วมของประเทศไทย ซึ่งหลายหน่วยงานราชการมีระบบจัดเก็บข้อมูลที่ค่อนข้างดี แต่คนไทยก็ยังเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมหนักซ้ำต่อเนื่อง เพราะข้อมูลที่มีไม่ได้ถูกนำไปใช้จริง

“ข้อมูลดีขนาดไหน แต่ถ้าไม่มีคนนำไปใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์”

ดร.นน ระบุ

ดังนั้น ก่อนเริ่มโครงการใด ๆ ต้องเข้าใจ “Purpose” ให้ชัดว่า กำลังแก้ปัญหาอะไร และทำเพื่อใคร

2. Practical — ต้องทำได้จริง ไม่ใช่ทำแพงที่สุด

การพัฒนาเมืองไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยโครงการที่ใหญ่ที่สุดหรือมีเทคโนโลยีที่แพงที่สุด แต่ควรเริ่มจากสิ่งที่ ทำได้จริงและตอบโจทย์

“ถ้าเริ่มจากโครงการแพง ๆ ไม่ดูวัตถุประสงค์ มักจะไปต่อไม่ค่อยได้ จะมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามา และใช้เวลานาน เกิดความเสียเปรียบเชิงเวลาตามมา”

การออกแบบโครงการจึงต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ทั้งด้านงบประมาณ เวลา บุคลากร และการนำไปใช้จริง

3. Proof — ทดลองจากโครงการเล็กก่อน แล้วค่อยขยายผล

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้โครงการพัฒนาเมืองล้มเหลว คือการเริ่มต้นจากโครงการที่ใหญ่เกินไป โดยยังไม่ได้พิสูจน์ว่าสิ่งที่ออกแบบไว้นั้นสามารถใช้ได้จริงหรือไม่ แนวคิด Pilot Project จึงมีความสำคัญอย่างมาก

“คนมักพัฒนาเมืองแล้วล้มเหลว เพราะทำใหญ่เกินไป มั่นใจมากเกินไป จนลืมทดลองว่าทำได้จริงไหม”

การทดลองในพื้นที่หรือกลุ่มคนขนาดเล็กก่อน จะช่วยให้เห็นปัญหา เก็บข้อมูล รับฟังความคิดเห็น และปรับปรุงระบบก่อนที่จะลงทุนขยายผลในระดับใหญ่

4. People — เข้าใจคน และแรงจูงใจของคน

ข้อสุดท้ายและอาจเป็นหัวใจสำคัญที่สุด คือ People เพราะคนไม่ได้ตัดสินใจใช้เทคโนโลยีหรือบริการใหม่เพียงเพราะเทคโนโลยีนั้น “ดี” แต่ยังถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจ โดยเฉพาะเรื่อง ความสะดวกสบายและประโยชน์ที่ได้รับ

ดร.นน ยกตัวอย่าง เช่น การจูงใจให้ประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเตือนภัยน้ำท่วมด้วยคูปอง หรือการย้ายบริการราชการขึ้นสู่ระบบออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางมาติดต่อด้วยตัวเอง

“ถ้าเข้าใจจริตมนุษย์ โครงการจึงจะไปต่อได้”

ดังนั้น การพัฒนาเมืองจึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “เรามีเทคโนโลยีอะไร?” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “คนในพื้นที่ต้องการอะไร และอะไรจะทำให้เขาอยากใช้?”

เมืองร้างเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อเทคโนโลยีไม่เข้าใจคน

เมื่อย้อนกลับไปดูกรณีศึกษาเมืองร้างในเกาหลีใต้ เมืองที่มี 5G แต่ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่มีอุปกรณ์รองรับ และนโยบายส่งเสริมการใช้จักรยานในสิงคโปร์ จะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีจุดร่วมกัน คือการข้ามขั้นตอน “People”

การยกโมเดลเมืองจากประเทศหนึ่งไปวางในอีกประเทศหนึ่ง โดยไม่เข้าใจวิถีชีวิต สภาพภูมิอากาศ ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และพฤติกรรมของคนในพื้นที่ อาจทำให้โครงการที่ดูดีบนกระดาษไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ต้องการได้จริง สุดท้ายเมืองอาจกลายเป็น

“เมืองแห้ง ๆ ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่มีอัตลักษณ์ และขาดความน่าสนใจ”

แม้จะมีเงินลงทุนและเทคโนโลยีพร้อมมากเพียงใดก็ตาม ผู้นำสัมมาชีพ: จุดเริ่มต้นที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี

หลักสูตร LFC16 ในปีนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นเรื่อง “ผู้นำท้องถิ่น เมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ”

นายวิเชฐ ตันติวานิช รองประธานมูลนิธิสัมมาชีพ และประธานสถาบันผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง ย้ำว่า ผู้นำที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง แต่ต้องมี “ภาวะผู้นำ” อยู่ในจิตวิญญาณ

“ผู้นำต้องเริ่มจากตัวเรา อาจไม่มีตำแหน่งเป็นผู้นำ แต่เมื่อมีภาวะผู้นำในจิตวิญญาณ จะสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน ท้องถิ่น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเมืองได้” นายวิเชฐกล่าว

ขณะที่ ดร.อุตตม สาวนายน ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มองไปไกลกว่านั้นในยุคที่โลกกำลังแตกตัวเป็นเสี่ยง ๆ หรือ Fragmentation และต้องเผชิญกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และความเหลื่อมล้ำ เขามองว่า “ชุมชนและคนฐานราก” คือ กำลังสำคัญที่จะช่วยพาประเทศฝ่ากระแสความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไปได้ ไม่ใช่เพียงภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น

“ถ้าชุมชนเข้มแข็ง เมืองก็เปลี่ยนได้ ประเทศก็เปลี่ยนได้”

เขาทิ้งท้าย

คำถามสำคัญที่ LFC16 ทิ้งไว้ให้ผู้นำ ท้ายที่สุด โมดูลแรกของหลักสูตร ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 16 (LFC16) ไม่ได้ทิ้งโจทย์ให้ผู้นำกลับไปคิดเพียงว่า

“เราจะเอาเทคโนโลยีอะไรมาใช้?” แต่เป็นคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า

“เรารู้จักปัญหาและความต้องการของคนในพื้นที่ของเราดีพอแล้วหรือยัง?”

เพราะการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด หรือมีงบประมาณจำนวนมหาศาล แต่อาจเริ่มต้นจากการ “เข้าใจคน”

  • เมื่อเข้าใจปัญหา จึงเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม
  • เมื่อทดลองจนเห็นผล จึงค่อยขยายผล
  • และเมื่อคนในชุมชนมีส่วนร่วม เมืองจึงมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้น

นี่คือบทเรียนสำคัญจากโมดูลแรกของ LFC16 — การเปลี่ยนเมืองอาจไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจาก คน ชุมชน และผู้นำที่เข้าใจพื้นที่ของตัวเอง

You may also like