อย่าให้การเติบโตหัวโตขาลีบ” – ปาฐกถาปิดหลักสูตรที่ทิ้งโจทย์ไว้ทั้งชีวิต ผู้นำยุคใหม่ ขับเคลื่อนสมาร์ตซิตี้ด้วยเศรษฐกิจฐานราก-สัมมาชีพ
“การเติบโตบนความเป็นจริง ต้องแบ่งปัน ต้องกระจายความสำเร็จให้ทุกภาคส่วน ไม่ใช่การเติบโตที่หัวโตขาลีบ ซึ่งสุดท้าย จะเป็นปัญหา จะไม่มีแรงยืน” สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ สนธิรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงพลังงาน กรรมการที่ปรึกษามูลนิธิสัมมาชีพ ทิ้งภาพนี้ไว้ในปาฐกถาปิดหลักสูตรผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 16 (LFC16) – ประโยคที่สรุปทั้ง 8 โมดูลที่ผ่านมาได้ ในประโยคเดียว
เขาเปิดเรื่องด้วยข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ – เทคโนโลยีทุกวันนี้เขี่ยแม้แต่ธุรกิจใหญ่ที่ทำมายาวนาน ให้เสียส่วนแบ่งตลาดให้ออนไลน์ไปมาก สังคมจึงต้องไปทางสมาร์ตซิตี้ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ แต่ประเด็นที่เขาย้ำคือ การเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่เกิด จากข้างบนลงมา
“ท่านที่มาอบรมหลักสูตรนี้ต้องกลับไปทำเมืองของท่าน หมายถึงขอบข่ายที่เกี่ยวข้องกับตัวท่าน จะทำให้เมืองเปลี่ยนไปในทิศทางใด ท่านถือเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่มีความหมายในการสร้างการเปลี่ยนแปลง… สังคมจะเปลี่ยนได้ไม่ใช่เปลี่ยนจากข้างบน แต่ต้องเกิดจากการผสานคนตัวใหญ่กับคนทุกระดับให้ไปในทิศทางเดียวกัน”
สมาร์ตซิตี้ต้องชนกับเศรษฐกิจฐานรากให้ได้
จุดที่เขาตั้งเป็นโจทย์ใหญ่คือ คำว่าสมาร์ตซิตี้ต้องมาชนกับคำว่าเศรษฐกิจฐานรากให้ได้ – คำถามไม่ใช่ว่าเมืองจะฉลาดขึ้นแค่ไหน แต่คือคนตัวเล็กจะยืนอยู่ได้อย่างไรในเมืองที่ฉลาดขึ้นนั้น
“คน คือหัวใจของสมาร์ตซิตี้ สมาร์ตซิตี้ไม่ใช่เมืองอย่างเดียว แต่หมายถึงคุณภาพชีวิตของคนในเมืองต้องดี เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาชีวิตผู้คน… ถ้าคนฐานรากไม่ได้รับประโยชน์ เมืองจะเติบโตไปเพื่ออะไร”
เมืองแบบนั้นในนิยามของสนธิรัตน์คือ “เมืองสัมมาชีพ” – คนในเมืองไม่เบียดเบียนตนเองผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม มีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ และแบ่งปันโอกาสให้เติบโตไปด้วยกัน เขาปิดปาฐกถาด้วยประโยคที่หนักแน่นที่สุดของงาน ท่านผู้เข้าอบรมหลักสูตรนี้ต้องภูมิใจในลมหายใจสุดท้ายของท่าน ว่าเกิดมาได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ทิ้งไว้ให้กับแผ่นดิน”
โจทย์ใหม่ที่รอผู้นำรุ่นนี้: ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังจะมา
ดร.อุตตม สาวนายน ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการอบรม พร้อมยกตัวอย่างที่ทันเหตุการณ์ที่สุด – การมาถึงของดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นโจทย์ใหม่ที่ผู้นำเมืองต้องถามให้ชัดตั้งแต่ต้น
“เทคโนโลยีมาแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อสังคม ต่อเมืองของท่านคืออะไร ประโยชน์และผลกระทบที่ได้รับ ควรจะต้องกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยในเรื่องเหล่านี้ เช่น การมาถึงของดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องถามความต้องการของคนในพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร ทำอย่างไรให้ชุมชนได้ประโยชน์ สิ่งเหล่านี้กระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากอย่างไร จะรับมืออย่างไร”
สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา: บทปิดที่ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น
วิเชฐ ตันติวานิช ประธานกรรมการสถาบันผู้น่า-น่าการเปลี่ยนแปลง ปิดท้ายด้วยกรอบที่คุ้นเคยตลอดหลักสูตร – การเปลี่ยนแปลงเรื่องใหญ่ของประเทศเกิดจากการผนึกพลัง 3 ภาคส่วนเสมอ คือ รัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมตามแนวทาง “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา”
“พวกท่านที่มาอบรมหลักสูตรนี้ประกอบด้วย 3 ภาคส่วนนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ 3 ภาคส่วนคุยกัน คิดอ่าน พร้อมกันจะสามารถเขยื้อนภูเขาได้โดยเฉพาะในการสร้างเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ที่ยังคงเอกลักษณ์เสน่ห์ของพื้นที่”
จากโมดูล 1 ที่เปิดหลักสูตรด้วยคำถามว่าทำไมสมาร์ตซิตี้ถึงล้มเหลว มาจนถึงคำปิดหลักสูตรที่ว่า อย่าให้การเติบโตหัวโตขาลีบ – ตลอดแปดโมดูลของ LFC16 มีเส้นเรื่องเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยน: เมืองจะฉลาดได้จริง ก็ต่อเมื่อคนตัวเล็กที่สุดในเมืองนั้นยังยืนอยู่ได้ ไม่ใช่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยเทคโนโลยีที่ตัวเองไม่เคยถูกถามความเห็น