19
22 ส.ค.2569 – “มูลนิธิสัมมาชีพ” เปิดอบรมหลักสูตร ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 16 คึกคัก ภายใต้หัวข้อ “ผู้นำท้องถิ่นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ: Smart & Livable City Leaders for Local Transformation” ตั้งเป้า สร้างผู้นำ นักธุรกิจ นักพัฒนาเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น สร้าง Smart City เมืองสมาร์ทที่ทำได้จริง “ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ” ชี้เครือข่ายความร่วมมือผู้นำสัมมาชีพ พลังสำคัญ ดันเศรษฐกิจใหม่ท้องถิ่น ขับเคลื่อนประเทศในยุคโลกเปลี่ยน
.
นายวิเชฐ ตันติวานิช รองประธานมูลนิธิสัมมาชีพ ประธานสถาบันผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การอบรมหลักสูตรผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 16 ว่า ที่ผ่านมา มูลนิธิสัมมาชีพได้จัดอบรมหลักสูตรผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง (Leadership for Change – LFC) ติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปี 2568 มีจำนวน 15 รุ่น โดยมีผู้ได้รับการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 1,579 คน ภายใต้หัวข้อที่ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปในทุกช่วงเวลา
.
เช่นเดียวกับในปี 2569 เป็นการอบรมรุ่นที่ 16 ภายใต้หัวข้อ “ผู้นำท้องถิ่นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ: Smart & Livable City Leaders for Local Transformation” โดยมุ่งสร้างผู้นำ ผู้บริหารเมือง ท้องถิ่น ชุมชน เป็นผู้ผลักดันเมืองให้น่าอยู่โดยอาศัยความกลมกลืนกับเทคโนโลยีสมัยใหม่-นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมกับชุมชนและดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกระแสโลกในขณะนี้ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็ง จึงจะเป็นเมืองที่อยู่อย่างแท้จริง
.
“วัตถุประสงค์ของการอบรมฯ ต้องการให้ผู้นำเมือง ผู้นำท้องถิ่น ให้เข้าใจปัญหาเมือง นำไปสู่การเป็น Smart City สร้างเสริมสมรรถนะผู้นำ ในการพัฒนาเมืองอย่างบูรณาการ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจใหม่ท้องถิ่น และเศรษฐกิจฐานราก จากการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สำคัญยังเป็นการปลูกฝังผู้นำสัมมาชีพ โดยเน้นการดำเนินการที่โปร่งใส และพัฒนาเมือง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายวิเชฐ กล่าว
.
รองประธานมูลนิธิสัมมาชีพ ประธานสถาบันผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง ยังกล่าวว่า ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งเป็นผู้นำ แต่ต้องเป็นผู้ที่มี “ภาวะผู้นำ” จึงจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงชุมชน ท้องถิ่น และการเปลี่ยนแปลงเมือง หรือ Smart City ได้
“ผู้นำ ต้องเริ่มจากตัวเรา ที่ต้องมีภาวะผู้นำ อาจไม่มีตำแหน่งเป็นผู้นำ แต่เมื่อมีภาวะผู้นำในจิตวิญญาณ จะสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน ท้องถิ่น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเมืองในมิติของการเปลี่ยนแปลง คน สถานที่ โอกาส ความยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงจะทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้” นายวิเชฐ กล่าว
.
ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ เปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “Smart City ผู้นำหัวใจสัมมาชีพ” ว่า หัวข้อการอบรม LFC รุ่นที่ 16 นับเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงมหาศาล ขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆในโลก จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเห็นว่าโจทย์เรื่อง Smart City หรือการทำเมืองให้น่าอยู่ นับเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก ไปพร้อมกับการสร้างโอกาสให้กับคนในสังคม คิดต่อยอดทำให้เมือง ท้องถิ่น ชุมชน เป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง
.
“วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมพูดถึงการเชื่อมโยงโลกาภิวัฒน์ แต่วันนี้เปลี่ยนไป เป็นโลกของการแตกตัวแยกเป็นส่วนๆ เกิดการชิงอำนาจของขั้วอำนาจใหญ่ๆในโลก เกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ กระทบต่อความมั่นคงของรัฐในหลายประเทศ นอกจากนี้โลกยังเผชิญช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และเผชิญผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จากยุคอินเตอร์เน็ต ยุคดิจิทัล มาสู่ AI ประเทศไทยหนีไม่พ้น เพียงแต่เราจะพาประเทศฝ่ากระแสไปอย่างไร”
.ดร.อุตตม ยังเห็นว่า “ชุมชนและคนฐานราก” นับเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ ไม่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น เนื่องจากเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยชุมชน ท้องถิ่น จะต้อง “เชื่อมโยง” เครือข่ายความร่วมมือจึงจะทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้
.“เรื่องของการสร้าง Smart City ต้องอาศัยพลังเครือข่าย ภาคประชาชน พลเมือง รัฐ เอกชน และภาคการศึกษา โดยเจ้าของพื้นที่ ผู้นำสัมมาชีพ ต้องเป็นเจ้าของปัญหา ต้องเป็นผู้กำหนดโอกาสและอนาคตของตัวเอง โดยอาศัยองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่าย ระดมพลังจากภาคส่วน นำไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดได้จริง จะเป็นพลังที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ ถ้าชุมชนเข้มแข็ง เมืองก็เปลี่ยนได้ ประเทศก็เปลี่ยนได้” ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ กล่าว